โรคไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อไวรัสที่ระบาดมากในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายจำนวนมาก ซึ่งยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) มาสู่ร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดอาการตั้งแต่ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ จุดเลือดออก ไปจนถึงภาวะช็อกที่อาจรุนแรงถึงชีวิต
จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้ป่วยไข้เลือดออกหลายหมื่นรายต่อปี และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักเป็นเด็กและวัยรุ่น แม้ว่าโรคนี้จะยังไม่มียารักษาเฉพาะ แต่วัคซีนไข้เลือดออก ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังและเครื่องมือในการป้องกันโรคที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง แล้ววัคซีนไข้เลือดออก ควรฉีดอายุเท่าไร เราจะมาบอกให้รู้กัน
วัคซีนไข้เลือดออกคืออะไร?
วัคซีนไข้เลือดออกคือวัคซีนที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสเดงกี มีการพัฒนามาเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของโรคในกรณีที่ติดเชื้อจริง โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีวัคซีนไข้เลือดออกที่ผ่านการรับรองแล้ว ได้แก่:
- วัคซีน CYD-TDV (Dengvaxia) ผลิตโดยบริษัท Sanofi Pasteur
- วัคซีน TAK-003 (QDENGA) ผลิตโดย Takeda ซึ่งเป็นรุ่นใหม่และได้รับการอนุมัติใช้ในบางประเทศแล้ว (ในอนาคตอาจมีการอนุมัติในไทยอย่างเป็นทางการ)
ควรฉีดวัคซีนไข้เลือดออกเมื่ออายุเท่าไร?
สำหรับวัคซีนไข้เลือดออก Dengvaxia ที่ใช้กันในประเทศไทยปัจจุบัน แนะนำให้ฉีดในกลุ่มอายุ 9 – 45 ปี โดยเฉพาะในผู้ที่ เคยมีประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากวัคซีนสูงสุด
เหตุผลที่ต้องเคยติดเชื้อมาก่อนคือ วัคซีนชนิดนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงหากฉีดในคนที่ไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน จึงมีคำแนะนำให้ทำการ ตรวจภูมิคุ้มกัน ก่อนฉีดวัคซีนเสมอ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด
ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดในเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาดของไข้เลือดออกเป็นประจำ และมีผลเลือดแสดงว่ามีภูมิต่อเชื้อเดงกีอยู่แล้ว
วัคซีนไข้เลือดออก ฉีดเมื่อครบอายุ ต้องฉีดบ่อยแค่ไหน?
วัคซีน Dengvaxia จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยเว้นระยะดังนี้:
- เข็มที่ 1: ฉีดวันแรก
- เข็มที่ 2: เว้นจากเข็มแรก 6 เดือน
- เข็มที่ 3: เว้นจากเข็มที่สองอีก 6 เดือน
รวมระยะเวลาการฉีดครบทั้งหมดประมาณ 12 เดือน โดยหลังจากฉีดครบ 3 เข็ม ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถลดโอกาสการเกิดไข้เลือดออกที่รุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับวัคซีนรุ่นใหม่ เช่น TAK-003 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณานำเข้าใช้ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะสามารถฉีดให้ในวงกว้างโดยไม่จำเป็นต้องมีประวัติติดเชื้อมาก่อน
ข้อมูลที่ควรรู้ก่อนฉีดวัคซีนไข้เลือดออก
- ควรตรวจหาแอนติบอดี (ภูมิคุ้มกัน) ต่อเชื้อเดงกีก่อน
เพราะการฉีดวัคซีนในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นไข้เลือดออกที่รุนแรง - ไม่แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี หรือผู้สูงอายุเกิน 45 ปี
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในช่วงอายุนี้ - วัคซีนไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ 100%
แต่จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ - ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด
วัคซีนไข้เลือดออก ควรฉีดเมื่อถึงอายุที่กำหนด ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญในการป้องกันโรคร้ายแรงนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยติดเชื้อมาแล้ว การฉีดวัคซีนในช่วงอายุที่เหมาะสม และครบตามจำนวนเข็ม จะช่วยลดความรุนแรงของอาการและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคได้อย่างชัดเจน
หากคุณหรือบุตรหลานอยู่ในช่วงอายุ 9–45 ปี และอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก การปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดวัคซีน คือการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าและป้องกันได้ในระยะยาว












































